Make your own free website on Tripod.com

คุณภาพอากาศในอาคาร Indoor Air Quality

เนื้อหา

•  นิยามศัพท์

•  อากาศกับมนุษย์

•  แนวคิดการออกแบบอาคารที่เปลี่ยนแปลง

•  สาเหตุที่ทำให้เกิดมลภาวะในอาคาร

•  ผลกระทบจากมลภาวะในอาคาร

•  โรคภูมิแพ้อาคาร –Sick Building Syndrome

•  การแก้ไขปัญหาด้วยการออกแบบ

นิยามศัพท์

ภาวะมลพิษทางอากาศ หมายถึง สภาวะการที่บรรยากาศกลางแจ้งมีสิ่งเจือปน เช่น ฝุ่นละออง ไอควัน ก๊าซต่างๆ ละอองไอ กลิ่น ควัน ไอ เป็นต้น อยู่ในลักษณะ ปริมาณและระยะเวลาที่นานพอที่จะทำให้เกิดอันตรายต่อสุขภาพอนามัยของมนุษย์ หรือสิ่งมีชีวิตอื่นๆ หรือทำลายทรัพย์สินของมนุษย์ หรือสิ่งแวดล้อมบริเวณรอบๆ

                                                                                        

ภาวะมลพิษทางอากาศภายในอาคาร หมายถึง สภาวะการที่อากาศภายในอาคารมีสิ่งเจือปนอยู่ในปริมาณและระยะเวลาที่นานพอที่จะทำให้เกิดอันตรายต่อสุขภาพอนามัยของมนุษย์ ต่อสิ่งมีชีวิตอื่นๆ ต่อทรัพย์สินของมนุษย์หรือต่อสิ่งแวดล้อมบริเวณรอบๆ

                                                                                     

เถ้าหรือขี้เถ้า ( Ashes) หมายถึง ของแข็งขนาดเล็กมากที่เหลือจากการสันดาปที่สมบรูณ์

                                                                   

ฝุ่นละออง ( Dusts) หมายถึง อนุภาคของของแข็งซึ่งอาจเกิดขึ้นโดยธรรมชาติหรือจากกิจกรรมของมนุษย์ ซึ่งจะคงแขวนลอยอยู่ในบรรยากาศเป็นระยะเวลาหนึ่ง อาจมีขนาดที่แตกต่างกันออกไปแล้วแต่ประเภทของแหล่งกำเนิดหรือกิจกรรมที่ทำให้เกิด

                                                                

ไอควัน ( Flumes) หมายถึง ก๊าซและอนุภาคทั้งหมดที่เกิดขึ้นจากการสันดาป มีอนุภาคขนาดเล็กมากอาจเล็กกว่า 1 ไมครอน หรืออาจเกิดจากการควบแน่น ของไอซึ่งเกิดจากปฏิกิริยาเคมีบางอย่าง

ขี้โลหะ ( Slugs) หมายถึง สารที่ปล่อยออกมาจากการหลอมโลหะ ซึ่งอาจจะมีพวกที่ไม่ใช่โลหะปนอยู่เป็นจำนวนมาก แต่ก็ต้องมีพวกโลหะปะปนอยู่ไม่มากก็น้อยแล้วแต่กระบวนการที่ใช้ในการหลอมโลหะ

ไดออกซิน ( Dioxin) หมายถึง สารประกอบที่ได้จากการใช้สารประกอบของคลอริเนตเตตเบนซิน เช่น ไตรคลอโรฟินอล และอนุพันธุ์ของมัน ฯลฯ ในกระบวนการอุตสาหกรรมทำให้เกิดผลพลอยได้จากกระบวนการดังกล่าวออกมาเป็นสารประกอบของ Dibenzo dioxin ซึ่งมักเรียกอย่างง่ายหรือเป็นที่ทราบกันดีในชื่อว่า TCDD หรือ Dioxin ซึ่งถือว่าเป็นสารที่มีความเป็นพิษสูงมากคุณสมบัติเช่นเดียวกับพวกอื่นๆ

                                                                                              

ละอองไอ ( Mists) หมายถึง ละอองไอของของเหลวที่มีอนุภาคเล็กเกิดจากการเปลี่ยนแปลงสภาวะจากก๊าซมาเป็นของเหลวในรูปละอองไอเล็กๆ ฟุ้งกระจายขึ้นสู่บรรยากาศ ขนาดของอนุภาคประมาณ 40 ถึง 400 ไมครอน

                                                                          

ควัน ( Smoke) หมายถึง อนุภาคขนาดเล็กที่เกิดจากการสันดาปไม่สมบรูณ์แขวนลอยอยู่ในบรรยากาศ โดยทั่วไปแล้วหมายถึงสิ่งที่ปล่อยออกมาจากปล่องระบายควันส่วนใหญ่เป็นพวกคาร์บอน มักจะมีขนาดโตกว่า 1 ไมครอน

                                                           

หมอกผสมควัน ( Smog) หมายถึง หมอกซึ่งมีควันผสมอยู่เป็นจำนวนมาก

                                                                     

เขม่า ( Soots) หมายถึง อนุภาคขนาดเล็กมากของคาร์บอนหรือของอนุภาคที่มีคาร์บอนอยู่ในปริมาณสูงรวมตัวกันอยู่ มักเกิดจากการเผาไหม้ของเชื้อเพลิงอย่างไม่สมบรูณ์จนถึง 1 ไมโครเมตร)

                                                                                

 

ปฏิกิริยาโฟโตเคมิคัล ( Photochemical Reaction) หมายถึง ปฏิกิริยาเคมีของสารอันเนื่องมาจากแสงสว่าง โดยมีการดูดซับพลังงานแสง มักจะเกิดขึ้นในเวลาที่มีบรรยากาศสกปรก เช่น เมื่อในบรรยากาศมีก๊าซออกไซด์ของไนโตรเจน และสารไฮโดรคาร์บอนทำให้เกิดสารออกซิแดนซ์ต่างๆ เช่น O3, PAN, Peroxide ฯลฯ เหล่านี้เป็นสารที่ทำให้เกิดหมอกผสมควันเรียก Photochemical Smog

                                                                 

ppm (Part per Million) เป็นหน่วยวัดสารประกอบ ก๊าซ หรือฝุ่นละอองต่างๆ ที่เจือปนอยู่ในอากาศ มีค่าเท่ากับ x ส่วนของสารนั้นในหนึ่งล้านส่วนของอากาศ
เช่น มีสาร A อยู่ในอากาศ 0.3 ppm เท่ากับมีสาร A เจือปนอยู่ในอากาศ 0.3 ส่วนในล้านส่วน

( ppm เป็นหน่วยชี้วัดมาตรฐานคุณภาพของอากาศในพื้นที่ที่สังเกต )

 

ความสัมพันธ์ระหว่างอากาศกับมนุษย์

ความต้องการอากาศของมนุษย์นั้นพิจารณาได้ 2 ด้าน คือ

•  ด้านปริมาณ
•  ด้านคุณภาพ

ความต้องการอากาศสำหรับหายใจของมนุษย์ในด้านปริมาณในแต่ละบุคคลนั้นมีความต้องการไม่เท่ากันเนื่องจากองค์ประกอบต่างๆ เช่น อายุ เพศ น้ำหนักตัว หรือ ชนิดของกิจกรรมที่มนุษย์กำลังกระทำอยู่

                                                                    

                                                       ปริมาณความต้องการอากาศของมนุษย์น้ำหนัก 65 กิโลกรัม                                          

•  มนุษย์ทั้งโลกต้องการอากาศวันละ 125 พันล้านกิโลกรัม

•  มากกว่าอาหารเพื่อบริโภค 15-20 เท่า

•  นอกจากนี้ยังใช้อากาศในการดำรงชีวิต เช่น

•  การเผาไหม้เครื่องยนต์
•  การเผาไหม้เชื้อเพลิง

•  มนุษย์ต้องการอากาศบริสุทธิ์ ( ออกซิเจน)ในการหายใจ

•  ก๊าซออกซิเจนมีในอากาศ 20.93 %

•  หากอากาศมีการปนเปื้อน หรือสารแขวนลอยต่างๆ อาจก่อปัญหาแก่สุขภาพ การประกอบกิจกรรมต่างๆ

การเกิดภาวะปัญหามลภาวะทางอากาศขึ้นกับปัจจัย 3 ประการคือ

•  ชนิด/ ลักษณะของสสาร
•  ปริมาณสารชนิดนั้นๆ
•  ระยะเวลาที่สารชนิดนั้นๆ อยู่ในอากาศ หรือระยะเวลาที่หายใจเอาอากาศเข้าร่างกาย

                                                                      

องค์การอนามัยโลก WHO (World health Organization) ได้แบ่งคุณภาพอากาศเป็น 4 ระดับคือ                                                               

•  ระดับที่ 1 มวลสารในอากาศ มีน้อยมาก (ต่ำกว่าค่าๆหนึ่งที่ระบุไว้) จนไม่มีผลกระทบโดยตรงหรือทางอ้อม

•  ระดับที่ 2 มวลสารที่มีในอากาศกระตุ้นอวัยวะการรู้สึก ( Sensory Organs) มีอิทธิพลในแง่พิษภัยต่อพืช ลดทัศนะวิสัย ( Visibility) และมีผลร้ายอื่นๆต่อสิ่งแวดล้อม

•  ระดับที่ 3 มวลสารที่มีในอากาศ ก่อให้เกิดโรคเรื้อรัง หรือทำให้ช่วงชีวิต ( Life Span) สั้นลง

- ระดับที่ 4 มวลสารที่มีในอากาศ ก่อให้เกิดโรคเฉียบพลัน และอาจทำให้ผู้ที่แพ้สารชนิดนั้นเสียชีวิตได้

แนวคิดการออกแบบอาคารที่เปลี่ยนแปลง

1. ที่มา

•  การเกิดวิกฤติพลังงานในช่วงทศวรรษที่ 70 ในประเทศสหรัฐอเมริกา
•  แนวทางการออกแบบอาคารเพื่อลดการใช้พลังงานโดยมุ่งเน้นที่การออกแบบเปลือกอาคาร และการควบคุมการแทรกซึมของอากาศ (Air Infiltration)
•  มลภาวะที่เพิ่มขึ้นจากเทคโนโลยี และมนุษย์

 

2. รูปแบบอาคารที่เปลี่ยนแปลง

•  2.1 การออกแบบเปลือกอาคารให้มีความแน่นหนามาก (More Tighten) ขึ้น เพื่อลดการรั่วซึมของอากาศสู่ภายในอาคาร

                                                                   

•  2.2 การติดตั้งฉนวนป้องกันความร้อน เพื่อลดการถ่ายเทความร้อนเข้าสู่อาคาร
วัสดุประกอบเหล่านี้ อาจมีการแพร่กระจายสารประกอบต่างๆ ของวัสดุและก่อให้เกิดความระคาย เคืองต่อการหายใจ หรือมีสารพิษอื่นๆ กระจายสู่ภายในอาคารได้

                                         

•2.3 การลดปริมาณความเข้มของแสงสว่างในบริเวณอาคารทั่วไป

                                                                      

•2.4 การใช้ระบบการจัดการพลังงานอัตโนมัติ เพื่อควบคุมความต้องการหรือลดปริมาณการใช้พลังงานในอาคาร

                                               

•2.5 การนำอากาศบริสุทธิ์จากภายนอกเข้าสู่อาคาร น้อยลง โดยไม่สัมพันธ์กับการใช้งาน กิจกรรมและปริมาณผู้ใช้ อาคาร ทำให้เกิดการสะสมก๊าซพิษ สารพิษที่เกิดจากคน กิจกรรม และอุปกรณ์ในอาคาร

                                                                       

•2. 6 การลดปริมาณการหมุนเวียนของอากาศในอาคาร เพื่อ ประหยัดพลังงานที่ใช้กับอุปกรณ์มอเตอร์พัดลมในระบบ ปรับอากาศ แบบ Variable Air Volume - VAV ทำให้ปริมาณการระบายอากาศต่ำลงกว่ามาตรฐานและ การใช้สอยภายในอาคาร

                                                                                 

3. ผลกระทบที่เกิดขึ้น

•  มีสิ่งสกปรกสะสมอยู่ในอาคารเป็นจำนวนมากจนอากาศภายในสกปรกกว่าภายนอก
•  เป็นอันตรายต่อผู้ใช้สอย ผู้อยู่อาศัยด้านโรคทางเดินหายใจ หูคอจมูก
•  ประสิทธิภาพการทำงานลดต่ำลง

                                                                                   

 

สาเหตุที่ทำให้เกิดมลภาวะในอาคาร

1. แหล่งกำเนิดจากภายนอกอาคาร

สาเหตุ การเผาไหม้/ สันดาปเชื้อเพลิง

ลักษณะแหล่งที่มาของมลพิษ

ก. แหล่งกำเนิดเคลื่อนที่ไม่ได้ ได้แก่ การเผาไม้เชื้อเพลิงในที่พักอาศัย

                                                                              

ข. แหล่งกำเนิดเคลื่อนทีได้ ได้แก่ การเผาไม้เชื้อเพลิงของยานพาหนะต่างๆ กิจกรรมทางการเกษตร การขนส่ง

                                                          

ผล / มลภาวะที่เกิดจากการเผาไหม้

•  เป็นก๊าซหรืออนุภาคเล็กๆที่มาจากวัสดุซึ่งติดไฟได้
•  ได้จากการเผาไหม้ของเชื้อเพลิงในเครื่องใช้ต่างๆ
•  เชื้อเพลิงซึ่งปกติใช้ในอุปกรณ์เหล่านี้ ได้แก่

•  ก๊าซธรรมชาติ ( natural or LP gas)
•  น้ำมัน ( fuel oil)
•  น้ำมันก๊าด ( kerosene)
•  ไม้และถ่าน

ปริมาณที่เกิดขึ้นขึ้นกับอุปกรณ์ การบำรุงรักษา การระบายอากาศและชนิดเชื้อเพลิง

•  มลภาวะที่เกิดจากการเผาไหม้

•  ก๊าซคาร์บอนมอนออกไซด์ ( CO)
•  ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ( CO2)
•  ก๊าซไนโตรเจนไดออกไซด์ ( NO2)
•  ก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ ( SO2)
•  อนุภาคหรือฝุ่นผงเล็กๆ ( particle)
•  แอลดีไฮด์ ( aldehyde)
•  คาร์บอนที่ไม่ได้เผาไหม้ ( unburned hydorcarbon)
•  ไอน้ำ ( water vapour)

 

ผลกระทบจากมลภาวะที่เกิดจากการเผาไหม้

- อาการและผลต่อสุขภาพโดยรวม

- ผลต่อสุขภาพมีตั้งแต่ปวดศีรษะ หายใจติดขัด จนกระทั่งเสียชีวิต ผลนี้อาจแสดงในทันทีหลังจากการสัมผัสกับสารเหล่านั้น หรืออาจเกิดหลังจากนั้นเป็นเวลานานก็ได้ โดยจะขึ้นกับปัจจัยอื่นๆอีกหลายประการที่มีความสัมพันธ์กับบุคคลผู้นั้น รวมทั้งอายุ สุขภาพร่างกาย ระดับความเข้มข้นของสารก่อมลภาวะ และระยะเวลาที่สัมผัสกับมัน

 

1.1 คาร์บอนมอนออกไซด์ ( Carbon Monoxide : CO)

•ก๊าซชนิดนี้จะลดความสามารถในการลำเลียงก๊าซออกซิเจนที่ไปเลี้ยงส่วนต่างๆของร่างกายรวมทั้งสมอง เพราะว่า คาร์บอนมอนออกไซด์ สามารถจับตัวกับเม็ดเลือดแดงได้ดีกว่าก๊าซออกซิเจนมาก

•  การแพร่กระจายของก๊าซคาร์บอนมอนออกไซด์ยังมีผลต่อเด็กทารก เด็กในครรภ์มารดา ผู้ป่วยโรคหัวใจ ตลอดจนผู้ป่วยโรคโลหิตจาง

•การหายใจอากาศที่มีก๊าซออกซิเจน ( O2) ต่ำ หรืออากาศที่มีก๊าซคาร์บอนมอนออกไซด์ความเข้มข้นสูง จะทำให้ เกิดอาการต่าง เช่น เวียนศีรษะ ปวดศีรษะ หน้ามืดตาลาย อ่อนเพลีย ง่วงเหงาหาวนอน คลื่นไส้ อาเจียน มึนงง หากได้รับในปริมาณมากจะทำให้หมดสติและเสียชีวิตได้

                                                                           

1.2 ไนโตรเจนไดออกไซด์ ( Nitrogen Dioxide : NO2)

•การหายใจเอาก๊าซไนโตรเจนไดออกไซด์เข้าไปในปริมาณมากจะเป็นเหตุให้เกิดการระคายเคืองกับระบบทางเดินหายใจ และทำให้ช่วงการหายใจสั้นลง

•  จากการเปรียบเทียบ เด็ก คนที่มีสุขภาพแข็งแรง และผู้ที่เป็นโรคระบบทางเดินหายใจ เช่น โรคหืดหอบ พบว่า บุคคลเหล่านี้จะเป็นกลุ่มที่มีความรู้สึกไวต่อการสัมผัสกับก๊าซไนโตรเจนไดออกไซด์

1.3 ซัลเฟอร์ไดออกไซด์ ( Sulfur Dioxide : SO2)

•การสูดเอาก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์เข้าไปในปริมาณน้อยสามารถทำให้เกิดความระคายเคืองกับตา จมูก และระบบทางเดินหายใจ ถ้าได้รับในปริมาณสูงจะทำให้ทางเดินหายใจตีบตันได้ แล้วยังทำให้หายใจลำบาก หอบ และแน่นหน้าอก

•  ผู้ที่เป็นโรคหืดหอบจะมีความรู้สึกไวต่อสารนี้เป็นพิเศษ

                                                                      

1.4 ฝุ่นละอองและอนุภาคเล็กๆ ( Particles)

•  ฝุ่นละอองและอนุภาคต่างๆที่มีอยู่ในอากาศจะทำให้เกิดความระคายเคืองกับ ตา จมูก ลำคอ และปอด จะเพิ่มความรุนแรงของอาการของโรคระบบทางเดินหายใจ โดยเฉพาะผู้ป่วยโรคหัวใจเรื้อรัง หรือโรคหัวใจ

•  นอกจากนี้แล้วยังนำไปสู่การเป็นมะเร็งในปอด โดยอัตราความเสี่ยงนี้จะขึ้นกับระยะเวลามี่สัมผัสกับฝุ่นละอองเหล่านี้เข้าไป แล้วยังรวมถึงปัจจัยอื่นๆ เช่น ขนาดของมัน และส่วนประกอบทางเคมีของมัน

การแก้ไข

•  หากสงสัยว่าได้รับผลจากพิษของคาร์บอนมอนอกไซด์ ให้รีบสูดอากาศบริสุทธิ์ เปิดหน้าต่างและประตูเพื่อทำการระบายอากาศ ปิดอุปกรณ์ที่มีการเผาไหม้ทุกชนิด แล้วออกจากห้อง หากมิได้ทำอะไรเลย อาจเป็นเหตุให้หมดสติและเสียชีวิตอันเนื่องมาจากพิษของคาร์บอนมอนออกไซด์ได้

•  หากยังไม่รู้สึกดีขึ้น ควรพบแพทย์ในทันทีเพื่อทำการตรวจและวินิจฉัยโรค รวมทั้งควรบอกแพทย์ด้วยว่ามีอาการคล้ายได้รับพิษของคาร์บอนมอนออกไซด์

 

การลดผลกระทบด้วยการออกแบบ

แนวความคิดหลัก

•  การเลือกใช้ การติดตั้ง การตรวจสอบและการซ่อมแซมอุปกรณ์เครื่องใช้ที่ถูกต้องเป็นวิธีการที่สำคัญที่สุดในการลดการสัมผัสกับสารพิษเหล่านี้ การที่มีระบบการระบายอากาศที่ดีก็เป็นวิธีการหนึ่งที่จะสามารถลดปริมาณสารเหล่านี้ได้เช่นกัน

การเลือกอุปกรณ์

•  พยายามเลือกอุปกรณ์ที่มีการติดตั้งท่อระบายอากาศ ( Vented Appliance)

•  เลือกซื้ออุปกรณ์การเผาไหม้ที่ได้รับการทดสอบด้านความปลอดภัยมาแล้ว หรือเลือกเครื่องที่ได้รับการรับรองมาตรฐานความปลอดภัยที่ใช้กันอยู่ในปัจจุบัน

•  เครื่องทำน้ำร้อนแบบก๊าซซึ่งมีท่อระบายอากาศต้องติดตั้งอุปกรณ์รักษาความปลอดภัย ( Safety Shut-off Device) เพื่อปกป้องผู้ใช้จากให้พ้นพิษของคาร์บอนมอนออกไซด์

แหล่งกำเนิดจากภายนอกอื่นๆ

1.ภูเขาไฟ เป็นแหล่งที่ก่อให้เกิดสารมลพิษทางอากาศหลายชนิด ได้แก่ ไอควัน ควันหรือก๊าซต่างๆ เช่น ซัลเฟอร์ไดออกไซด์ ไฮโดรเจนซัลไฟด์ มีเทน เป็นต้น

2.ไฟไหม้ป่า เป็นการเกิดขึ้นโดยธรรมชาติ โดยเฉพาะในฤดูร้อนซึ่งอากาศในบรรยากาศมีอุณหภูมิสูงและการเสียดสีของต้นไม้ใบหญ้าที่อยู่ในป่า สารมลพิษที่อาจปล่อยออกมาจากการเกิดไฟไหม้ป่า ได้แก่ ควัน เถ้า หรือก๊าซต่างๆ เช่น คาร์บอนมอนอกไซด์ ออกไซด์ของไนโตรเจน ไฮโดรคาร์บอน ออกไซด์ของซัลเฟอร์ เป็นต้น

3. การเน่าเปื่อยและการหมักสารอินทรีย์ สารอนินทรีย์โดยจุลินทรีย์หรือปฏิกิริยาเคมี อาจทำให้เกิดสาร มลพิษออกสู่บรรยากาศ ได้แก่ ออกไซด์ของคาร์บอน แอมโมเนียไฮโดรเจนซัลไฟด์ เป็นต้น

4. การฟุ้งกระจายของดิน เมล็ดพืช สปอร์หรือเกสรของพืช

ก่อให้เกิดการปล่อยสารมลพิษในรูปของอนุภาคของของแข็ง เช่น ฝุ่น เปลือกของเมล็ดพืช เป็นต้น การฟุ้ง กระจายของน้ำทะเลหรือน้ำในมหาสมุทรอาจก่อให้เกิดมลพิษในรูปของแอโรซอล คือ มีทั้งอนุภาคของของแข็ง และอนุภาคของของเหลวถูกปล่อยสู่บรรยากาศ

2. แหล่งกำเนิดจากภายในอาคาร

สามารถจำแนกประเภทได้เป็น

•  สิ่งมีชีวิต ( Biological)
•  สารกำจัดสัตว์รบกวนและแมลง ( Pesticides)
•  ก๊าซ ( Gases)
•  โลหะ ( Metal)
•  แร่ธาตุ ( Minerals)
•  การแผ่รังสี ( Radiation)
•  ไอระเหย ( Vapors)
•  ควันบุหรี่ ( Tobacco Smoke) (Bower, 2000)

1. สิ่งมีชีวิต

•  เชื้อรา (Fungus) เชื้อรามักเติบโตและแพร่พันธุ์ได้ดีในพื้นที่ชื้นแฉะทั้งในและนอกอาคารสปอร์ของมันสามารถปลิวกระจายไปตามลมจึงกระจายตัวได้ดีทั่วไปในอาคาร

•  เป็นอันตรายต่อผู้ใช้สอย ผู้อยู่อาศัยด้านโรคเยื่อบุทางเดินหายใจ อักเสบ และโรคหอบหืด

                                                            

•  ไรฝุ่น (Dust Mites) เป็นแมลงชนิดหนึ่ง คล้ายแมลงมุมแต่มีขนาดเล็กกว่ามาก

•ไรฝุ่นมักพบได้ตามซอกหลืบในอาคาร และใต้ผืนพรม ไรฝุ่นกินเศษผิวหนังที่ตายแล้วของมนุษย์เป็นอาหาร สามารถลอยอยู่ในอากาศได้อย่างดีและเข้าสู่ทางเดินหายใจของมนุษย์ได้ง่าย

•ผู้แพ้ไรฝุ่นจะมีอาการจามอย่างรุนแรง และหายใจติดขัด

 

                                 

2. สารฆ่าแมลงและสัตว์ที่รบกวน

•  การใช้สารฆ่าแมลงต่างๆ ในอาคาร เช่น ปลวก มด แมลงสาบ หรือ ยุง เหล่านี้ นอกจากเป็นอันตรายต่อชีวิตแก่สัตว์ที่รบกวนมนุษย์เหล่านี้แล้ว ยังเป็นอันตรายต่อมนุษย์อีกด้วยทั้งในเชิงสัมผัสโดยตรง และการสะสมไว้ในร่างกายอย่างต่อเนื่อง

                                

3. ก๊าซ (Gases)

•  ก๊าซในอาคารมีที่มาจากหลายแห่ง เช่น การเผาไหม้ ก๊าซหุงต้ม ก๊าซต่างๆ หรือ VOCs – Volatile Organic Compounds ( สารประกอบสามารถระเหยเป็นไอที่อุณหภูมิห้อง )

 

3.1 VOCs

- เป็นก๊าซที่แพร่กระจายจากวัสดุก่อสร้างต่างๆ โดยเฉพาะวัสดุตกแต่งใหม่ๆในอาคาร และมีอยู่ มากมายหลายชนิด

- การตกแต่งอาคารใหม่ เครื่องเรือนใหม่ ทาสีใหม่

-  ก๊าซชนิดนี้ที่สำคัญคือ ฟอร์มาลดีไฮด์ (Formaldehyde) ซึ่งเป็นส่วนประกอบของวัสดุก่อสร้างต่อไปนี้

•  กาว หรือสารยึดแน่น ในไม้อัด Particleboard ไม้อัดประเภทไม้เนื้อแข็ง ไฟเบอร์บอร์ดหนาแน่นปานกลาง -MDF
•  สารกันเสียในสีทาบ้าน และน้ำยาเคลือบ
•  ฉนวนกันความร้อนบางชนิด

                             

อาการและผลกระทบ

•  ระดับปกติของสารนี้คือ 0.03 ppm เมื่อสูงเกิน 0.10 ppm ทำให้น้ำตาไหล ตา จมูก และลำคอแสบร้อน ทำให้คลื่นไส้ แน่นหน้าอก หายใจขัดข้อง เป็นผื่น และมีอาการแพ้ต่างๆ

•  สามารถทำให้เกิดมะเร็งได้

 

3.2 คาร์บอนไดออกไซด์ Co2

ที่มา

คาร์บอนไดออกไซด์ เป็นก๊าซที่ไม่มีสี ไม่มีกลิ่น และไม่มีรส เกิดจากการสันดาปเชื้อเพลิงควันบุหรี่ และการเผาผลาญสารอาหารในร่างกายของมนุษย์ โดยปกติคาร์บอนไดออกไซด์ในบรรยากาศจะมีปริมาณ 300 ppm (0.03%) ในเมืองที่แออัดจะตรวจพบปริมาณ CO2 สูงกว่า 400 ppm แต่ในอาคารอาจพบปริมาณ CO2 สูงกว่าภายนอกอาคาร โดยเฉพาะในโรงภาพยนตร์

ระดับ CO2 ในอากาศไม่เกิน 1,000 ppm (0.10%) ซึ่งระดับ CO2 ดังกล่าวเป็นมาตรฐานที่ใช้ในการควบคุมคุณภาพของอากาศในอาคาร

 

3.3 คาร์บอนมอนออกไซด์ Co

ที่มา

คาร์บอนมอนอกไซด์ เป็นก๊าซที่ไม่มีกลิ่น ไม่มีสี และไม่มีรส และทำให้เกิด CARBOXY HEM0GLOBIN ในเม็ดเลือดแดง ซึ่งจะขัดขวางการไหลของออกซิเจนในเลือดทำให้หมดสติ

แหล่งที่มาของ CO ในอาคาร เช่น ควันไฟจากเตา และควันบุหรี่ ระดับ CO ตามมาตรฐานยอมให้มีได้ในอากาศไม่เกิน 9 ppm(0.09%)

                                                                                

ผลกระทบ

คาร์บอนมอนอกไซด์มีความเป็นพิษต่อมนุษย์และสัตว์ ซึ่งมีผลต่อสุขภาพอนามัยโดยตรงทำให้มีอาการตั้งแต่เล็กน้อยไปจนถึงเสียชีวิต ปริมาณที่ทำให้เกิดความเป็นพิษประมาณ 100 ลูกบาศก์เซนติเมตรต่อลูกบาศก์เมตรอากาศ (0.01%)

 

3.4 ไนโตรเจน No2

ที่มาและผลกระทบ

ก๊าซไนโตรเจน ( NO2) เป็นก๊าซที่เป็นองค์ประกอบส่วนใหญ่ของอากาศ ก๊าซไนโตรเจนเป็นก๊าซที่มีกลิ่น ถ้ามีในปริมาณมากจะทำให้ผู้ที่อยู่อาศัยเกิดโรคหลอดลม รู้สึกแน่นหน้าอก หายใจไม่ค่อยออก

3.5 ฟรีออน No2

ที่มา

ปกติจะพบก๊าซ FREON ในอาคารได้น้อยมาก ก๊าซเหล่านี้อาจมาจากกระป๋องสเปรย์ต่างๆ โดย

ระดับก๊าซ FREON ที่ยอมรับได้ให้มีได้ไม่เกิน 100 ppm

                                                                                                 

3.6 HYDROCARBON

ที่มา

สารดังกล่าวตรวจพบได้ในกาว หมึก สี และผงถ่าน จากเครื่องถ่ายเอกสาร สาร HYDROCARBON ส่วนใหญ่พบในอาคารมากกว่านอกอาคาร และพบมากโดยเฉพาะอาคารที่ตกแต่งใหม่ พบว่ามีสาร HYDROCARBON สูงถึง 10 - 50 ppm ในขณะที่มาตรฐานอากาศยอมให้มีได้เพียง 0.24 ppm

                                                                                   

ผลกระทบ

ไฮโดรคาร์บอนจะทำปฏิกิริยาโฟโตเคมิคัลกลายเป็นหมอกผสมควันซึ่งประกอบด้วยโอโซนและสารออกซิแดนท์ต่างๆก่อให้เกิดความระคายเคืองตา หรือเมื่อสัมผัสกับสารอะโรมาติกไฮโดรคาร์บอนจะเกิดการระคายเคืองตา และทางเดินหายใจส่วนบน

 

3.7 ซัลเฟอร์ไดออกไซด์ (SO2)

ที่มา

ก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ ก่อให้เกิดปัญหาโรคทางเดินหายใจ ปัจจุบันกำลังพิจารณาถึงระดับปริมาณของก๊าซนี้อยู่ ก๊าซนี้จะเกิดขึ้นเมื่อเผาน้ำมันก๊าด หรืออุปกรณ์ให้ความร้อนที่ใช้น้ำมันก๊าดเป็นเชื้อเพลิง

ผลกระทบ

ออกไซด์ของซัลเฟอร์เมื่อหายใจเข้าไปจะเพร่ฟุ้งากระจายเข้าสู่กระแสเลือดได้ทันทีและหากได้รับซัลเฟอร์ไดออกไซด์และซัลเฟอร์ไตรออกไซด์ขนาดประมาณ 5-10ppm จะมีพิษทำให้เกิดความระคายเคืองต่อตาและระบบหายใจ ยิ่งถ้าเกิดรวมตัวกับแอโรซอลหรือเขม่าจะยิ่งทำให้เกิดพิษที่รุนแรงมาก ส่วนซัลเฟอร์ไดออกไซด์ทำให้เกิดโรคหลอดลมอักเสบในสัตว์ทดลอง

 

3.8 OZONE (O3)

ที่มา

ก๊าซ OZONE เป็นก๊าซที่มีกลิ่น ก๊าซชนิดนี้จะทำให้เกิดโรคเกี่ยวกับทางเดินหายใจ โดยทั่วไปแหล่งที่มาของก๊าซ OZONE ในอาคาร คือ เครื่องถ่ายเอกสารและเครื่องกรองอากาศแบบอิเลคโทรนิคส์

ผลกระทบ

โอโซนอาจมีผลต่อการทำงานของปอดและกระแสเลือดการหายใจลำบาก เช่น ที่ขนาดประมาณ 0.5 ppm ระยะเวลาสัมผัสประมาณ 2 ชั่วโมง 45 นาทีอาจทำให้ผนังเม็ดเลือดแดงเปราะและมีผลเสียต่อเอ็นไซม์ของเซลล

4.โลหะ (Metal)

ที่มา

สารจำพวกโลหะสามารถก่อมลพิษได้ เช่น สีทาบ้านที่ผสมตะกั่ว ( Led paint) สารตะกั่วเมื่อสะสมอยู่ในร่างกายมากๆ จะเป็นอันตรายต่อเซลล์สมอง

 

5. แร่ธาตุต่างๆ (Minerals)

•  แร่ใยหิน Asbestos

ที่มา

แอสเบสตอสเป็นแร่ใยหินชนิดหนึ่ง ที่มีใช้กันมากในงานก่อสร้าง โดยใช้เป็นวัสดุฉนวนกันไฟ ในปัจจุบัน ผู้ผลิตและก่อนสร้างส่วนใหญ่เลิกใช้สารชนิดนี้แล้ว โดยเฉพาะทาง EPA และ CPSC ได้สั่งห้ามใช้สารชนิดนี้แล้ว

เราอาจพบเห็นแอสเบสตอสตามบ้านเก่าๆ ฉนวนกันความร้อนในท่อหรือเตาเผา ฉนวนกันความร้อนใต้หลังคา กระดาษอัดวัสดุเคลือบสีทั้งหลาย หรือแผ่นปูพื้น

ในวัสดุที่มีแอสเบสตอสปนอยู่ ถ้าหากไปตัด ขัด หรือเปลี่ยนแปลงรูปร่างมันจากของเดิม จะทำให้แอสเบสตอสฟุ้งกระจายในอากาศได้ ซึ่งก็จะทำให้เกิดอันตรายต่อผู้อยู่อาศัยได้

                                                                                         

                                                

                         

ผลกระทบ

แอสเบสตอสจะไม่มีผลเฉียบพลันกับผู้สูดดม ทำให้ไม่สามาถรับรู้ได้ แต่จะเกิดผลเรื้อรังคือมีการสะสมตัวขึ้นที่ปอด และอาจทำให้เกิดมะเร็งที่ปอด , ทรวงอกหรือช่องท้องได้ นอกจากนี้ยังอาจทำให้เกิดอาการแอสเบสโตสิส ( Asbestosis) คือมีแผลเป็นในปอดซึ่งอาจทำให้ถึงตายได้

                                                               

อย่างไรก็ตาม อาการเหล่านี้จะเกิดขึ้นต้องใช้เวลาในการสะสมตัวนานมาก ผู้ที่สุดดมแอสเบสตอสส่วนใหญ่จะได้รับมาจากการทำงานที่เกี่ยวข้องกับแอสเบสตอส แต่บางส่วนอาจจะได้รับมาจากเสื้อผ้า หรืออุปกรณ์บางอย่างในบ้านก็ได้

5.2 เรดอน Radon

ที่มา

RADON เป็นก๊าซกัมมันตรังสีที่ไม่มีสีและกลิ่น เกิดขึ้นจากการแตกตัวตามธรรมชาติของสารยูเรเนียมที่มีอยู่ในดินและแหล่งน้ำ ก๊าซเรดอนสามารถเข้าสู่อาคารได้โดยสิ่งสกปรกที่อยู่ตามพื้นอาคาร หรือมาจากรอยแตกตามกำแพงและพื้น หรือที่ทิ้งขยะภายในอาคาร

                                                              

6. การแผ่รังสี (Radiation)

เรดอน Radon

ผลกระทบ

สารเรดอนจะค่อยๆสะสมอยู่ภายในอาคารซึ่งอาจจะทำให้เกินระดับที่ยอมรับได้ ซึ่งจะทำให้ผู้ที่อาศัยอยู่ได้รับอันตรายได้ เมื่อระดับของเรดอนสูงขึ้นจะทำให้เกิดมะเร็งที่ปอดเนื่องจากเรดอนสามารถเกาะติดกับเนื้อเยื่อของปอดและไม่สลายตัว จากการวิจัยพบว่าในน้ำที่มีการนำกลับมาใช้ใหม่มีปริมาณสารเรดอนที่สูงกว่าปกติ ซึ่งทำให้เสี่ยงต่อการเป็นอันตรายมากกว่า

7. ไอระเหย (Vapors)

ผลกระทบ

- ไอระเหยที่พบบ้านในอาคาร บ้านเรือน คือไอน้ำ ซึ่งไม่เป็นมลภาวะทางอากาศ แต่สิ่งปนเปื้อนทางชีวภาพส่วนมากจะเจริญเติบโต และขยายพันธุ์ได้ดี

- สาร VOCs บางประเภท เช่น ฟอร์มาลดีไฮด์แพร่กระจายได้มากขึ้นเมื่อความชื้นมากขึ้น

- ไอน้ำเกิดจากการประกอบกิจกรรมเกี่ยวกับการซักล้างของมนุษย์ และการหายใจ

- การสะสมไอน้ำในอากาศเป็นจำนวนมาก อาจเกิดเชื้อราที่เกิดผลกระทบต่อมนุษย์และตัวอาคาร

                                                                                         

8. ควันบุหรี่ (Tobacco Smoke)

ผลกระทบ

มีงานวิจัยมากมายที่ระบุว่าควันบุหรี่เป็นแหล่งมลภาวะทางอากาศที่สำคัญ ผลที่ตรวจพบ ตั้งแต่แสบตาและโรคที่เกี่ยวกับทางเดินหายใจ ควันบุหรี่ประกอบด้วยอนุภาคทั้งของแข็ง ของเหลว และก๊าซ

                                                            

ผลกระทบจากมลภาวะในอาคารอื่นๆ

•  หมอก ควัน ฝุ่นละออง ก่อให้เกิดการบดบังแสงสว่าง ลดการมองเห็นและเดือดร้อนรำคาญ

•  การทำลายวัสดุสิ่งของ เช่น ไนโตรเจนออกไซด์ทำความเสียหายแก่เสื่อผ้า เปลี่ยนสี/ ซัลเฟอร์ไดออกไซด์สามารถกัดกร่อนโลหะได้

•  เสียงดังเกินไป ทำให้เป็นอุปสรรคต่อการสนทนา ความคับแคบของพื้นทีทำงาน

•  แสงสว่างที่ไม่เพียงพอทั้งเชิงปริมาณและคุณภาพ Glare

 

การเกิดผลเสียต่อสุขภาพจิตใจ ( Phychological Effects)

•  สารปนเปื้อนหรือสารมลพิษ นอกจากจะทำให้เกิดผลเสียต่อสุขภาพทางร่างกายของมนุษย์แล้วยังอาจมีผลทำให้เกิดปัญหาต่อสุขภาพทางด้านจิตใจได้อีกด้วย สารปนเปื้อนที่อาจก่อให้เกิดปัญหาทางด้านจิตใจมักจะเป็นพวกที่มีสี มีกลิ่น และสามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่าเพราะการปรากฏทางด้านกายภาพดังกล่าวย่อมมีผลกระทบต่อความรู้สึกของคนที่ต้องสัมผัสกับสารดังกล่าวอยู่ตลอดเวลาหรือตลอดระยะเวลานานๆ เช่น บริเวณบ้านพักอาศัย บริเวณโรงเรียนหรือสถานที่ประกอบการงานต่างๆ เป็นต้น

 

โรคภูมิแพ้อาคาร – Sick Building Syndrome

•  คำจำกัดความ

•  SBS เป็นชื่อที่ใช้เรียกอาคารที่มีสิ่งแวดล้อมไม่ปลอดภัยต่อผู้อยู่อาศัย ถึงแม้ว่าในขณะนี้จะยังไม่มีกฎเกณฑ์ที่แน่นอนที่จะชี้ชัดว่าอาคารแบบใดถึงจะเรียกว่า SBS แต่สามารถที่จะกล่าวได้ว่า หากอาคารใดที่ผู้อยู่อาศัยเกิน 20% มีอาการดังกล่าว เช่น ปวดหัว อ่อนเพลีย หวัด แสบตา หรือเจ็บคอ ติดต่อกันในระยะเวลา 2 สัปดาห์ อาจจัดได้ว่าอาคารนั้นเป็น SBS

 

•  สาเหตุ

1.เกิดจากสารเคมีจากอากาศภายนอกอาคาร

ซึ่งเข้าสู่ภายในอาคารโดยการรั่วไหลของอากาศตามประตูหน้าต่าง ระบบปรับอากาศและระบบระบายอากาศ ซึ่งมลพิษจากภายนอกอาคารอาจจะเกิดจากมลพิษจากท่อไอเสียของยานพาหนะบริเวณนั้น รวมทั้งยานพาหนะที่จอดอยู่ภายในที่จอดรถ

                                                                                                  

2. เกิดจากสารเคมีที่อยู่ภายในอาคาร

มลพิษที่ทำให้เกิดปัญหาคุณภาพอากาศที่พบส่วนใหญ่เกิดขึ้นจากแหล่งกำเนิดภายในอาคาร เช่น เครื่องถ่ายเอกสาร ผลิตภัณฑ์ที่ทำจากไม้ สารทำความสะอาด
ยาฆ่าแมลงต่างๆ จากการวิจัยพบว่า สาร VOC จำนวนมากทำให้เกิดโรคเรื้อรังและมีผลต่อสุขภาพอย่างมาก ซึ่งสาร VOC เหล่านี้ส่วนใหญ่เกิดจากเตาอบ
เครื่องทำความร้อน

                                     

3. เกิดจากสารปนเปื้อนทางชีวภาพต่างๆ

เช่น เกสรดอกไม้ แบคทีเรีย ไวรัส และเชื้อรา สารปนเปื้อนเหล่านี้สามารถเพาะพันธุ์ได้ในน้ำนิ่ง ซึ่งเกิดจากบริเวณที่มีการสะสมที่อุปกรณ์เพิ่มความชื้น ถาดรองน้ำและท่อระบายอากาศ ที่หลังคากระเบื้อง ฉนวนกันความร้อน หรือที่พรม

4. การระบายอากาศที่ไม่เพียงพอ

ซึ่งเกิดจากความต้องการที่จะประหยัดพลังงาน จึงมีการลดปริมาณอากาศที่จะนำเข้ามาภายในอาคาร แล้วนำอากาศภายในมาใช้หมุนเวียนแทน เมื่ออากาศมีการหมุนเวียนน้อยลง
จึงทำให้เกิดการสะสมของสารต่างๆภายในอาคาร ซึ่งนำมาสู่ปัญหาคุณภาพอากาศภายในอาคาร

                                                                                     

 

การแก้ไข

•  เมื่อสงสัยว่าอาคารกำลังจะเป็น SBS หรือเป็นอยู่แล้ว สิ่งที่ต้องตรวจสอบดังต่อไปนี้ให้ดำเนินการโดยทันที

•  ให้แน่ใจว่าระบบระบายอากาศทำงาน และเพียงพอตามมาตรฐาน

•  ได้ทำความสะอาดระบบปรับอากาศ เช่น แผงกรองอากาศ ท่อลม ถาดรองน้ำทิ้ง และอื่นๆ

•  ตรวจสอบ และลดแหล่งที่มาของมลภาวะที่เกิดขึ้นในอาคาร

•  ติดต่อผู้เชี่ยวชาญ ให้เข้ามาหาสาเหตุและหาทางแก้ไข

 

สามารถจำแนกได้เป็น 4 รูปแบบ

•  1. แหล่งกำเนิด ( Sources)
•  2. ระบบอาคาร HVAC (Heating, Ventilation, and Air Conditioning)
•  3. ตัวกลาง ( Pathway)
•  4. ผู้ใช้อาคาร ( Occupants)

1. แหล่งกำเนิด ( Sources)

- ที่มาของสภาพมลภาวะที่เกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นจากภายนอกอาคาร หรือ ระบบเครื่องกลในอาคาร

2. ระบบอาคาร HVAC (Heating, Ventilation, and Air Conditioning)

•  ระบบอาคารที่ขาดประสิทธิภาพ การบำรุงรักษา ความสะอาด

ความเสียหายของอุปกรณ์ และก่อให้เกิดสภาพไม่พึงประสงค์

                                                                           

3. ตัวกลาง ( Pathway)

•  อากาศเป็นตัวกลางที่สำคัญในการบรรจุสิ่งเจือปน มลภาวะต่างๆ และมีผลต่อการเคลื่อนที่ของมลภาวะไปสู่ส่วนต่างๆ ของอาคาร

4. ผู้ใช้อาคาร ( Occupants)

ผู้ใช้อาคารเป็นปัจจัยสำคัญในการผลิตมลภาวะในอาคาร ในประเด็น

- กิจกรรม
- ปริมาณคน
- ลักษณะพฤติกรรม
- การจัดวางผังอาคาร

•  การแก้ไข

1. ปริมาณการระบายอากาศ

•  ปริมาณอากาศบริสุทธิ์ที่นำเข้ามาต้องเป็นไปตามามาตรฐาน ASHRAE 62-1989 หรือกฎกระทรวงตามพรบ. ควบคุมอาคาร หรือมาตรฐานของวิศวกรรมสถาน เพื่อลดความเข้มข้นของสิ่งสกปรกในอากาศ

- หน่วยของการระบายอากาศ ( Ventilation Rate) แนตัวบ่งชี้ว่าอากาศในอาคารมีการระบายหมุนเวียนดีเพียงใด

- หน่วยลิตร/วินาที/คน

- ลูกบาศก์ฟุต/วินาที/คน หรือ ลูกบาศก์ฟุต/นาที/คน

- ACH – Air Change per Hour เป็นอัตราที่อากาศภายนอก

แทนที่อากาศภายในพื้นที่ใดๆ

                

2. ตำแหน่ง Fresh Air Grill

•  ตำแหน่งของอุปกรณ์ดังกล่าวควรอยู่ห่างจากบริเวณที่มีอากาศสกปรกภายนอกอาคาร เช่น

•  พื้นที่ที่มีการจราจรหนาแน่น ที่จอดรถ บริเวณขนถ่ายสินค้า

•  ตำแหน่งของอุปกรณ์ดังกล่าวควรอยู่ห่างจากบริเวณที่มีอากาศสกปรกภายนอกอาคาร เช่น

•  ท่อไอเสียของ Boiler /Generator Set

                                                                 

 

•  ตำแหน่งของอุปกรณ์ดังกล่าวควรอยู่ห่างจากบริเวณที่มีอากาศสกปรกภายนอกอาคาร เช่น อากาศชื้น จากหอระบายความร้อน

                                                                                   

•  ตำแหน่งของอุปกรณ์ดังกล่าวควรอยู่ห่างจากบริเวณที่มีอากาศสกปรกภายนอกอาคาร เช่น ช่องระบายอากาศเสียของห้องน้ำ ห้องครัว ห้องอาหาร

                                                                 

 

3. ตำแหน่ง Exhaust Air Grill

•  ควรอยู่ห่างจากช่อง Fresh Air ไม่ต่ำกว่า 9 เมตร หรืออยู่คนละฝั่ง โดยคำนึงถึงทิศทางลมในแต่ละฤดูกาล และมีวิธีป้องกันอากาศสกปรกไหลย้อนกลับสู่อาคาร

 

                                                     

4. ปริมาณลมหมุนเวียนในอาคาร

•  การควบคุมปริมาณลมหมุนเวียนภายในอาคารไม่ควรน้อยกว่า 6 – 10 เท่า ของปริมาตรห้องต่อชั่วโมง เพื่ออากาศบริสุทธิ์กระจายได้ทุกส่วนของอาคาร

                                        

 

5. การควบคุมอาคารด้วยระบบ BAS

•  ตรวจสอบอย่างสม่ำเสมอในกรณีใช้ระบบควบคุมอาคารอัตโนมัติว่าจะต้องไม่ทำให้คุณภาพอากาศและอื่นๆ ในอาคารสูญเสียไป

•  ปริมาณการระบายอากาศ

•  อัตราความเร็วลมของระบบปรับอากาศ

•  แสงสว่าง

                                                    

 

6. การใช้อุปกรณ์ช่วย

•  ติดตั้งพัดลมดูดอากาศ ของเสีย ในบริเวณที่มีอากาศสกปรกมากเป็นพิเศษ เช่น ห้องน้ำ ห้องถ่ายเอกสาร

                            

 

7. การบำรุงรักษา

•  ระบบปรับอากาศโดยเฉพาะอย่างยิ่ง หอระบายความร้อนต้องสามารถใช้งานและบำรุงรักษาได้ง่าย เพื่อป้องกันการสะสมความชื้น เชื้อรา

 

8. ติดตั้งระบบกรองอากาศในพื้นที่เฉพาะ

•  ให้เหมาะสมกับพื้นที่ การใช้สอย และปริมาณผู้ใช้อาคาร

                                                                 

9. ควบคุมสภาพอุณหภูมิ

•  ตามมาตรฐานความสบายทางอุณหภูมิ

                                                                 

10. การกำจัดแหล่งที่มาของมลภาวะ

•  การควบคุมปริมาณของมลภาวะ/ การกำจัดแหล่งที่มาของมลภาวะตามสาเหตุเป็นหนทางที่มีประสิทธิภาพที่สุด